Throwback to A Week in Chanel

 

IN MEMORY OF KARL LAGERFELD

แด่การจากไปของ คาร์ล ลาเกอร์เฟล์ด เราจะขอพูดถึงอาทิตย์ CHANEL CRUISE IN BANGKOK ที่ผ่านมา

เมื่อราวๆ 5 เดือนก่อน เชื่อว่าหลายๆคนก็คงเห็นภาพและข่าวเต็มหน้า feed ไปหมด ไม่ว่าจะเป็น show หรือคนดังที่มาร่วมงาน ทั้ง Pharrell Williams, Lilly Rose Depp, Tilda Swinton หรือ Gaspard Ulliel (ที่สุดของใจฉัน)


ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการแฟชั่นหรือคนที่สนใจแฟชั่น (ซึ่งเราเรียกรวมกันเสมอว่า “คนแฟ”) ทุกคนก็แห่แหนกันไปร่วมสนุกกับอีเวนต์ที่นานทีปีหนจะได้มาจุติลงบนบ้านเกิดเราเองโดยที่ไม่ต้องถ่อไปถึงหัวเมืองประเทศอื่นๆที่เรารู้สึกว่ามันคือ “เมืองแฟ”

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราได้โอกาสเรียนรู้และทำความรู้จักกับแบรนด์ในช่วงก่อนที่จะถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ ทำให้เรารู้สึกโชคดีมากจริงๆ

ในส่วนของ moreBABEmore นั้น เราจะมาพูดถึง 3 แง่มุมของปรากฏการณ์ชาแนลนี้ด้วยการที่เราได้รับเชิญไปร่วมงาน 3 ครั้งด้วยสถานะที่แตกต่างกันถึง 3 แบบด้วยกัน

ในฐานะแขกที่ After Party, ในฐานะศิษย์เก่าของสถาบันมารังโกนีที่มาสเตอร์คลาส, และในฐานะทีมที่ทำงานเกี่ยวกับแบรนด์และแฟชั่นในธุรกิจ Retail

แง่มุมที่แตกต่างกันทำให้เราได้มอง Chanel ในฐานะแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกผ่านทางฟิลเตอร์ต่างๆที่ไม่เหมือนกัน และมันมีความน่าสนใจบางอย่างที่เราอยากจะนำมาแชร์ให้ทุกคนลองสัมผัสดู


 
615EB071-0235-4A91-968C-FCDC38C72EF3.jpg
 

THE AFTER PARTY as a guest

เนื่องจากอีเวนต์ Fashion Show ในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งจัดขึ้น 2 รอบด้วยกันนั้นเป็น invitation only เราจึงไม่ได้มีโอกาสได้ witness โปรดักชั่นนั้นด้วยตาตัวเอง แต่ก็ยังโชคดีพอที่จะได้รับเชิญไป After Party ที่จัดบนท่าเรือ Pier N°5 สีฟ้าพาสเทลริมแม่น้ำเจ้าพระยากับเขาเหมือนกัน

เราไปถึงโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ลราวๆสองทุ่มกว่าหลังจากบึ่งขึ้นทางด่วนพุ่งไปจากออฟฟิศกลางถนนสุขุมวิท หลังจาก built บรรยากาศให้ตัวเองด้วยการใส่ชุดไปทำงานในสไตล์มารีน ก็เปลี่ยนเสื้อและโหมเครื่องประดับที่คิดมาล่วงหน้าแล้ว 1 คืนด้วยการ brainstorm กับสไตลิสต์ที่ดีที่สุดในโลก = แม่ เราพยายามตีความและดึงเอาความชาแนลที่ใส่แล้วสบายใจที่สุดออกมา

ในฐานะ guest เรารู้สึกว่ามันเป็น big deal มากนะ

เพราะตัวอีเวนต์มันมีความ exclusive มาก และเราก็ได้กระทบไหล่คนสำคัญและดาราดังมากมาย

ถามว่าคิดเยอะมั้ย เยอะมาก 555 ถึงขั้นเครียดเลยแหละ

แต่สไตลิ่งวันนี้ก็ถือว่าสตอรี่ออกมากเลย

 
2F19C66B-9145-4EF0-9433-76C39E7B5517.jpg

The Party

1. Knitted Beret สีน้ำเงินขอบขาว แม่ซื้อมาให้จากญี่ปุ่น + เข็มกลัดปลาโลมาวินเทจ

2. BLACK SUGAR เสื้อเชิ้ตกรุยกราย

3. CHANEL สร้อยที่เราจะเรียกว่าวินเทจแหละ เพราะแม่เก็บเอาไว้หลายปีมากแล้ว ซื้อต่อมาจากคนที่ซื้อมาจาก runway เลย หนักมาก ต้องอดทน

4. Chanel Classic Flap Bag Lambskin ของแม่แหละ

5. ZARA กางเกง wide pants นี่ก็ของแม่อีก

10. CROON รองเท้ารุ่น Grace สีดำ

F234D966-F032-4BA0-B7EF-A2FF9E366768.jpg
 

เราไปถึงแล้ว line up ไปจาก lobby ค่อยๆเข้าแถวเดินไปจนได้ขึ้นเรือล่องไปจนถึงท่าเรือ Pier N°5 (ซึ่งได้ชื่อมาจากน้ำหอม Chanel N°5 นั่นเอง)

จากกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเราได้ยินเสียง Happy ของ Pharrell กำลังเล่นอยู่ เรือแล่นอย่างช้าๆเข้าไปเทียบท่า เสียงเพลงค่อยๆดังขึ้น แสงไฟสาดส่องขึ้นไปบนฟ้า ณ ตอนนั้น บรรยากาศเหมือนฉากในหนังมาก magical สุดๆ ถือว่าเป็นการวาดฉากแรกที่สร้าง impression ที่ประทับใจมากจริงๆ

บนเรือมีเซเลบริตี้มากมาย นอกจากฟาเรลล์ที่อยู่บนเวทีแล้ว เรายังสวนกับทิลด้า สวินตันที่กำลังจะนั่งเรือกลับออกไปอีกต่างหาก (มองยังไงก็เห็นเป็นกาบริเอลจากเรื่อง Constantine ทุกที)

ระหว่างดื่มเครื่องดื่มกลิ่นลิ้นจี่สีชมพูพาสเทลรอบน้ำแข็งก้อนลูกบากศ์ขนาดใหญ่ที่ใสแจ๋วจนมองเห็นก้นแก้ว บนท่าที่เนรมิตเป็นดาดฟ้าเรือสีพาสเทลราวกับฉากในหนัง เวส แอนเดอร์สัน (ไม่สิ...หนังของเวสน่าจะดูมีความเก่าและวินเทจกว่านี้ ทุกอย่างที่นี่ดูใหม่และสองมิติมาก) มองไปทางไหนก็เห็นแต่กระเป๋าชาแนลหลากรุ่น หลากสี ทั้งผ้าทวีตและหนังลูกวัว เหมือนทะเลที่มีรสนิยมดี


เราดื่มแชมเปญและเต้นไปกับเสียงเพลงจากดีเจที่ชื่อ Soo Joo Park หันซ้ายขวาก็มีแต่เซเลบริตี้คนดังและแขกผู้มีเกียรติหลายเชื้อชาติที่กำลังสนุกไปกับเสียงเพลง หนุ่มๆในเสื้อยืด La Pausa สีขาวหวีผมเสยเรียบคอยดูแลให้ทุกคนเข้าแถวถ่ายกับฉากอย่างเรียบร้อย

ไม่มีอะไรติดเลย.. สนุกมากจริงๆ


 
9B1A541A-B31B-42E9-B05B-4882F82E044F.jpg

"Adornment, what a science! Beauty, what a weapon! Modesty, what elegance!"

- Coco Chanel

 


THE MASTERCLASS as a fashion school alumni


วันถัดมาเป็น Masterclass ที่เราได้รับเชิญจากพี่ปิ๊ป โปษยานนท์ ในฐานะศิษย์เก่าของสถาบันมารังโกนี เราที่จบ Fashion Promotion ป.โทนั่งเม้ามอยด้วยกันกับน้องแพรเจ้าของเพจ ฉันเรียนแฟชั่นที่มิลาน ที่ก็เรียนแฟชั่นดีไซน์ที่มิลาน 555 และพี่ฝนที่เรียน jewelry ที่โดมุสและตอนนี้เป็นอาจารย์ศิลปากร รวมถึงเจอเพื่อนๆจากโดมุสและมารังโกนีมากมาย  เหมือนเป็นการรียูเนียนกันเล็กๆที่สนุกสนาน


งานจัดที่ Cube at The River เป็นอาคารสามชั้นที่เป็นกระจกใสชมวิวแม่น้ำได้เป็นอย่างดี แดดจ้าตอน 11 โมงทำให้ exhibition ของเสื้อผ้าในโชว์เมื่อคืนดูส่องประกายเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากครูสจริงๆ


คลาสนี้เป็น talk ระหว่าง Bruno Pavlovsky ผู้ดำรงตำแหน่ง President of Fashion Activities จาก CHANEL และผู้ดำเนินรายการพิเศษ(โคตรพิเศษเลยให้ตายเถอะฉันจะเป็นลม) Jayson Tyler Brule บรรณาธิการนิตยสาร MONOCLE

ผู้ชมคือนักเรียนแฟชั่นและดีไซน์จากสถาบันต่างๆมากมาย หัวข้อการสนทนาก็เริ่มตั้งแต่ว่าทำไมถึงเลือกประเทศไทยในการมาจัด replica show ครั้งนี้ จนถึงหัวข้อที่เราสนใจมากเช่นรู้สึกยังไงกับของปลอมของชาแนลที่ทำเกลื่อนกลาดไปหมด และแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานแบบนี้กำลังปรับตัวแบบใดกับโลกดิจิตอลและทิศทางที่เปลี่ยนไปของโลกและวงการแฟชั่น

เป็น talk ที่ตกผลึกความคิดในความเป็นแบรนด์ได้อย่างมีประโยชน์และน่าประทับใจมาก นักเรียนทุกคนโชคดีจริงๆที่ได้มาฟังครั้งนี้ และ masterclass นี้เราก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีงามที่สุดของมหกรรมชาแนลครั้งนี้เลย (หรือเราเป็นแค่เด็กเนิร์ดที่คิดถึงการเรียนก็ไม่รู้)

 
F0250DE7-FC11-4ECC-994D-D4F267AF081D.jpg

The Student

1. COS dress in black

2. CHANEL Classic Flap Bag Lambskin ของแม่

3. UNIQLO Sweater

4. CHANEL gold leather lambskin espadrille flats

 

หลังจากนั้นเราก็ลงไปชมเสื้อผ้าที่ใช้โชว์เมื่อวานนิดๆหน่อย แต่ด้วยรุ่นน้องเราเพิ่งจะไปเป็น dresser  อยู่หลังเวทีมาเมื่อวาน และจับเสื้อผ้าทุกชุดอย่างเต็มไม้เต็มมือไปแล้ว อาจจะไม่ค่อยได้ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทาง Chanel เองก็มีพนักงานร้านที่สามารถเล่าความเป็นมา ทั้ง inspiration และกระบวนการผลิตของสินค้าแต่ละชิ้นได้อย่างมั่นใจเป็นฉากๆ ทำให้เรารู้สึกว่าคนที่รู้จริงและรักในสินค้าของแบรนด์นี่แหละคือผู้ที่จะแนะนำแบรนด์ได้ดีที่สุด

ตกผลึกจาก talk เมื่อครู่ที่ทางบรูโนเองก็ย้ำนักหนาว่าความสำคัญที่สุดคือการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมั่นคงกับกลุ่มลูกค้า ความเอาใจใส่และความรู้จริงในสิ่งที่จับต้องอยู่นั้น ไม่ว่าจะสั่งซื้อออนไลน์หรือร้านขายของปลอมที่ไหนก็คงไม่สามารถทำได้แม้ซักเสี้ยวของแบรนด์ที่แท้จริง

เราคิดว่าพวกเราเด็กแฟชั่นอิตาเลียนมีความเหมือนกันบางอย่างคือเรารักในดีเทลเยอะๆ เราสนใจกระดุมและการเรียงสร้อยคอแต่ละแบบ เราชอบการตีพลีตซ้อนในแขนเสื้อแบบตุ๊กตาและการติดเข็มกลัดลายลงบนหมวกเบเร่ต์ทวีตให้เส้นสายมันร้อยพันกันยุ่งเหยิง และแม้จะแต่งตัวดำเรียบทั้งตัวตาม dresscode แต่ทุกคนก็อดถ่ายรูปซูมรายละเอียดเล็กๆเหล่านี้เสมอ

คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ คงเป็นอัจฉริยะที่สามารถพูดกับคนทั้งโลกได้ผ่านทางเสื้อผ้าจริงๆ

 
 


THE COLLECTION RE-SEE as a fashion marketing team


กลับมาในวันสุดท้าย ในฐานะของคนที่ก็เรียกได้ว่าทำงานในวงการที่แนบสนิทชิดกับแฟชั่นแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างวงการ Retail เราได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ session ที่จัดเพื่อแนะนำ collection ให้กับลูกค้าของแบรนด์ ผู้คนแต่งตัวสวยงามและมีการรับรองที่หนาแน่นมากขึ้น ทั้งคานาเป้และเครื่องดื่ม


เรายังมีโอกาสได้ให้พนักงานจากแบรนด์พาทัวร์ชมคอลเล็คชั่นอีกด้วย ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เราได้ฟังจากวันที่เป็นนักเรียนนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของเบื้องหลังของคอลเล็คชั่นเท่านั้น


การบรรยายจากวันที่ไป masterclass จะเน้น inspiration เบื้องหลังการดีไซน์และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอจุบจิบ ตัวนักเรียนเอง (ตัวเราเองนี่แหละ 555) ก็ไม่ได้ถามเยอะและมัวแต่เม้ามอยกันเองและพยายาม catch up กันหลังจากไม่ได้เจอมานาน พอมารอบนี้ได้รับการพาทัวร์อย่างเต็มที่ทำให้รู้เรื่องราวและ tips ในการ styling หลังการซื้อสินค้าจริงกลับบ้านไปแล้ว เราจะนำมันมาเป็นส่วนหนึ่งของ wardrobe เราได้อย่างไร


 
8EE059CD-C497-4D5A-A34B-1E217213A3AE.jpg

The Team

1. Miss Selfridges Dress

2. CHANEL Shoulder Bag

3. OYSTER Footwear

เรารู้สึกเหมือนได้ประสบการณ์แบบ complete full journey จากการเทียบท่าของเรือ La Pausa ครั้งนี้

ไม่ว่าจะเป็นแสงสีเสียงและความมหัสจรรย์ ความสนุกสนานในแบบที่ต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ผ่าน influencer และ A-List Celebrities ที่แท้จริงอย่างปาร์ตี้บนท่าเรือ Pier N°5 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หรือความมั่นคงต่อ DNA และแก่นหลักของความเป็น Chanel ที่ถูกสร้างโดยสตรีผู้ปฏิวัติโลกนี้ด้วยแฟชั่นอย่างแท้จริง ที่ถูก uphold และคงชีวิตให้มีอยู่ผ่านวิสัยทัศน์ของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ และที่สำคัญที่สุดคือด้วยความตั้งใจของผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นับพันคน ที่ส่งผลต่อนักเรียนผู้ฝันจะทำงานในวงการนี้กว่าร้อยปีให้หลัง

จนถึงความจริงใจของพนักงานและความรักที่มีแต่แบรนด์ ที่พร้อมจะส่งให้ถึงมือลูกค้าเมื่อเดินเข้ามาในบูติคของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นที่ใดบนโลก และความสามารถในการประยุกต์และเข้าถึงผู้คนแม้จะต่างพื้นที่และวัฒนธรรม

Chanel เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่การได้เห็นความสำเร็จของแบรนด์ ความภูมิใจต่อรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ความแข็งแกร่งของแผนการรับมือกับอนาคต และการใส่ใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่า กระเป๋า Chanel Classic Flap Bag ที่ห้อยอยู่บนบ่าของตัวเอง ไม่ได้เป็นแค่ “กระเป๋า” แต่เป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์อันแสนสำคัญของโลกเลยต่างหาก

 
WearParisa Bunnag